BChai Article


ทำอย่างไรให้เก่งอังกฤษเร็วๆ How to be good at English faster
เราเรียนภาษาอังกฤษกันมานานเท่าไหร่แล้วนะ ถ้าเราจำไม่ผิดก็ตั้งแต่อนุบาลมั้งที่เราเริ่มท่อง A-Z กันน่ะ เรียนกันมาก็หลายวิธี ทั้งนั่งเรียนในห้อง หรือจะหาหนังสือมาอ่านเอง ไหนจะดูหนังฟังเพลงฝรั่ง มั่นใจแล้วล่ะว่าถ้าเข้าห้องสอบ O-NET เมื่อไหร่เราต้องทำได้แน่ๆ Grammar เราก็แน่นเปี๊ยะ Vocabulary มีกี่ร้อยพัน Synonyms จำได้หมด ไหนจะ Reading เราก็มีเทคนิคดี ข้อสอบ O-NET ภาษาอังกฤษน่ะตัวช่วย อย่างเราต้องได้ไม่ต่ำกว่า 80 คะแนนแน่ๆ ส้าธุ…ขอให้สมหวังกันทุกคนนะครับ น้องๆ เออ..ไหนๆ น้องก็เก่งกันขนาดนี้แล้ว พี่ขอให้น้องมาช่วยคุยกับฝรั่งแถววัดพระแก้วนี่หน่อยได้มั้ยครับ แถวนี้เค้าจะขี้สงสัยกันทั้งนั้นเลยนะ พี่ถามน้องจริงๆ นะ ถ้ามีฝรั่งเดินเข้ามาหาน้องด้วยหน้าตาสงสัยใคร่รู้พร้อมกับแววตาที่ส่องประกายถึงความหวังว่าน้องจะต้องให้คำตอบแก่เค้าได้ “Excuse me. I wanna get to MBK. Could you tell me where it is?” ถ้าเป็นน้อง น้องจะทำอย่างไรระหว่าง
ข้อ 1. บอกทางเค้าด้วยความมั่นใจ ภาษาอังกฤษแบบถูก Grammar เป๊ะๆ หรือถ้ากลัวจะหลงก็เดินเป็นเพื่อนคุยไปด้วยซะเลย
ข้อ 2. อึ้ง..หันไปคุยกับเพื่อน “นี่มึง
เก่งภาษาอังกฤษไม่ใช่หรอ บอกเค้าไปซี่ นั่นไงมาบุญครองอะบอกเค้าสิ กูพูดไม่เป็น”
ข้อ 3. บอกทางเค้าด้วยความมั่นใจเหมือนกัน แต่เป็นไทยคำ อังกฤษคำ “นี่นะ you walk ไปทางนี้นะ แล้ว you ก็เลี้ยวซ้ายนะ turn left น่ะ you know แล้ว you ก็ walk ข้ามสะพานลอยนะ นั่นแหละ MBK ล่ะ you understand มั้ย?
พี่ตอบให้ก็ได้ครับ ขนาดพี่เองเป็นคนไทยยังไม่เข้าใจเลยครับ
ข้อ 4. เฮ้ย ฝรั่งถามว่ะมึง พูดอะไรวะ ไม่เห็นรู้เรื่องเลยอะ เฮ้ย รีบหนีเหอะว่ะ
ว่าไงครับ น้องเลือกข้อไหนกันเอ่ย? พี่ไม่มีเฉลยนะครับ น้องเลือกข้อไหนก็ไม่ผิดทั้งนั้นแหละ แต่ว่านะใจจริงพี่ไม่อยากให้น้องเลือกข้อไหนซักข้อเลยรู้มั้ย อย่างข้อแรกเนี่ยไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ ถ้าน้องตอบข้อแรก ก็แสดงว่าน้องเก่งมากเลยล่ะ แต่พี่จะบอกอะไรให้นะเวลาน้องพูดกับฝรั่ง ถ้าน้องต้องมานั่งนึกให้มันถูก Grammar เป๊ะๆ เนี่ย บางทีมันก็เสียเวลานะ อย่างคนไทยเราเนี่ยเวลาพูดภาษาไทย มีใครมาเคยนึกมั้ยว่า ไอ้หลักไวยากรณ์ของเรามันต้องใช้ยังไง มันต้องขึ้นด้วยประธานนะ แล้วก็ตามด้วยกริยา แล้วเราจะใส่คำวิเศษณ์ตรงไหน เป็นสังกรประโยคแบบไหนน้า แบบเนี้ยเราไม่มานั่งคิดกันหรอก เราใช้กันจนเป็นธรรมชาติ ฝรั่งก็เหมือนกัน เวลาเค้าคุยกันเค้าก็ไม่มานึกถึงเรื่อง Grammar หรอก เค้าแค่ต้องการที่จะสื่อสารให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันก็พอแล้ว พี่มีเพื่อนคนจีนอยู่คนหนึ่ง เค้ามาเรียนภาษาไทย แล้วก็พยายามที่จะพูดกับพี่เป็นภาษาไทย เค้าก็ตั้งท่าด้วยความมั่นใจ “จากที่นี่ไปที่มหาวิทยาลัยของคุณ ต้องใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่คะ” มันไม่ผิดหรอกนะ แต่มันไม่มีใครเค้าพูดกัน ภาษาอังกฤษก็เหมือนกัน เวลาจะพูดเนี่ยอย่าไปเครียด ไม่มีใครเค้ามานั่งจับผิดเราหรอก (นอกจากครูบางคน) ว่าเราจะพูดถูกหรือพูดผิด ยิ่งน้องกลัวว่าจะพูดผิด มันก็จะยิ่งผิดรู้มั้ย แต่พี่ไม่ได้หมายความว่า Grammar ไม่จำเป็นนะ ถ้าการที่น้องรู้หลักแล้วทำให้น้องมั่นใจที่จะพูด นั่นก็ดีมากๆ เลย แต่ถ้าไม่แม่น ก็ไม่ต้องไปกลัว พูดไปเหอะ ผิดเป็นครูนะ หรืออย่างน้อยบางคน ฟังออกหมดเลยนะ เข้าใจทุกอย่างว่าฝรั่งเค้าพูดอะไร แต่ตัวเราเองไม่รู้จะตอบเค้าว่าอะไรพูดไม่ถูก ไม่รู้จะเรียงประโยคยังไง ไม่รู้จะใช้ศัพท์ตัวไหน นี่ก็เหมือนกันครับ ถ้าจะให้พี่แนะนำนะก็คือ น้องอย่าพยายามคิดให้มันยาก keep it simple เข้าไว้ เราไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์หรูๆ หนิ จะใช้คำว่า good หรือใช้ terrific fabulous splendid มันก็แปลว่าดีเหมือนกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้น พูดไปเถอะ จะผิดถูก จะง่ายจะยาก แค่เราคุยกันรู้เรื่องสื่อสารได้ก็พอ (Communicative English) ถ้าน้องคนไหนเลือกข้อสุดท้ายนะครับ มานั่งนี่เลย พี่ไม่ใช่ฝรั่งไม่ต้องหนี น้องครับ ถึงแม้ว่าประเทศตะวันตกเค้าจะมีความเจริญรุ่งเรืองกว่าเราแต่นี่มันไม่ใช่ยุคจักรวรรดินิยมนะครับน้อง ฝรั่งมันไม่ได้มาล่าเมืองขึ้น เค้าแค่มาเที่ยว มาชมความสวยงามทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของประเทศเรา แล้วน้องจะไปกลัวฝรั่งทำไม ถ้าน้องพูดไม่ได้จริงๆ น้องไม่เข้าใจที่เค้าพูดมาเลยก็ยิ้มให้เค้าหน่อย แล้วก็จะโบกไม้โบกมือ ให้เค้ารู้ว่าเราไม่เข้าใจเค้านะ เค้าก็จะเข้าใจว่าน้องไม่รู้เรื่อง แล้วเค้าก็จะไปถามคนอื่นเองแหละ แต่เอาเข้าจริงๆ น้องก็อยากจะสื่อสารพูดคุยกับฝรั่งให้รู้เรื่องใช้ม้า.. เอางี้นะ มาทดลองวิธีของพี่ดูแล้วน้องก็จะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจ นี่พี่ไม่ได้โฆษณานะ แต่พี่ก็เป็นห่วงน้องๆ กลัวว่าเดี๋ยวจะสอบจะทำข้อสอบไม่ได้ไง
เกริ่นมาตั้งนาน น้องรู้มั้ยเนี่ยว่าพี่จะพูดเรื่องอะไร พี่จะบอกว่า เด็กไทยเราเนี่ยนะ เรียนภาษาอังกฤษกันมาตั้งแต่เท้าเท่าฝาหอย จนหอยเท่าฝาบ้าน แต่พอถึงเวลาจะต้องใช้สื่อสารกันจริงๆ แล้ว เด็กไทยเราก็นิ่งสนิทกันถ้วนหน้า พี่เชื่อว่าน้อง ๆ ทุกคนน่ะ ถ้าตั้งใจมากๆ เตรียมตัวดีๆ ก็ทำข้อสอบภาษาอังกฤษกันได้ทั้งนั้นแหละ (น้องบางคนอาจจะเถียง ไม่จริงอะพี่ ผมตั้งใจอ่านแล้วนะแต่ไม่เห็นได้เกิน 35 คะแนนเลย) ถ้าอย่างนี้ พี่ก็คงต้องบอกว่าน้องยังตั้งใจไม่พอ หรือไม่น้องก็ไม่มีเทคนิคทำข้อสอบที่ดี น้องอาจจะยังเดินหลงทาง น้องลองหาหนังสือดีๆ ซักเล่ม หรือไม่ก็หาเพื่อนเก่งๆ ซักคน ให้เค้าช่วยแนะนำให้ว่าเค้ามีเทคนิคยังไง หรือ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็มาหาพี่ เดี๋ยวพี่จะช่วยบอกให้หมดเลย แต่น้องเคยสังเกตมั้ย เวลาเดินผ่านวัดพระแก้วอย่างเนี้ย คนไทยที่คุยอยู่กับฝรั่งน่ะ ไม่เห็นมีใครท่าทางจะทำคะแนน O-NET ได้ถึง 80 คะแนนเลย แต่เค้ากลับคุยกับฝรั่งได้สบาย เห็นแล้วมันก็งงๆ เหมือนกันนะทำไมเค้าถึงคุยกับฝรั่งได้รู้มั้ย พี่เดาว่าเค้าคงไม่เคยมานั่งเรียนติวกวดวิชาแบบน้องหรอก แต่เค้าอาศัยความมั่นใจ เข้าไปคุยกับฝรั่งทั้งๆ หยั่งงั้นแหละ ที่พูดมาทั้งหมดนี่ไม่ได้จะให้น้องๆ เสียความมั่นใจนะ แต่พี่อยากให้น้องทุกคนกล้าพูดภาษาอังกฤษ อย่าไปกลัวว่าจะพูดผิด ถ้าฝรั่งมันฟังไม่เข้าใจก็ทำเนียนไปก่อน จะเปลี่ยนเรื่องพูด หรือจะหัวเราะกลบเกลื่อนอะไรก็เอาเถอะ แล้วซักวันน้องก็จะเก่งเอง ทำไมพี่ถึงอยากให้น้องๆ พูดภาษาอังกฤษได้รู้มั้ย เผื่อว่าถ้าซักวัน เกิดน้องจับพลัดจับผลูได้ไปเมืองนอกเมืองนาจะได้ไม่อดตายไง อยากไปมั้ยล่ะ ไอ้เมืองนอกเนี่ย พี่เองก็ไม่ได้เป็นเด็กนอกอะไรกับเค้าหรอกนะ แต่ก็ได้เคยมีโอกาสไปเรียนเมืองนอกกับเค้าบ้างอยู่เหมือนกัน ก็เลยรู้ว่าจริงๆ แล้วพวกนักเรียนแลกเปลี่ยนก็ไม่ได้เก่ง Grammar&Vocab อะไรมากกว่าน้องสักเท่าไรหรอก อาศัยความเคยชินแค่นั้นเอง งั้นวันหลังพี่จะค่อยๆ เล่าให้ฟังละกันว่ามันเป็นมายังไง
ครั้งแรกที่พี่ไปเมืองนอกนะ ตื่นเต้นมาก จำได้ว่าไปกับทัวร์ ไปออสเตรเลียทางฝั่ง Sydney, Melbourne อาทิตย์นึง ตอนนั้นพี่ยังเด็กอยู่เลย ประมาณ ม.4 ได้มั้ง ตอนแอร์โฮสเตสของ Qantas ถาม “fish or beef?” แค่นี้เอง พี่ก็ไม่กล้าตอบ กลัวมาก แกล้งทำเป็นหลับ ให้แม่เลือกให้ เจ็บใจตัวเองมาก พอเราเที่ยวไปเรื่อย ตอนวันจะกลับ มีฝรั่งมาคุยกับเรา ถามว่าอะไรพี่ก็จำไม่ได้ รู้แต่ว่าพี่ตอบเค้าไปแล้วรู้เรื่อง แค่นั้นแหละน้อง ความมั่นใจเต็มเปี่ยม กลับมาอวดเพื่อนด้วยนะ นี่ เราไปคุยกับฝรั่งมาด้วยนะ เพื่อนๆ ก็ฮือฮา เฮ้ย เก่งจังเลย ฟังเค้ารู้เรื่องด้วยหรอ เราก็ปลื้มสิ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราคุยกับฝรั่งแค่ประโยคเดียว หลังจากนั้นพี่ก็เลยชอบภาษาอังกฤษ ฟังเพลงฝรั่ง ดูหนังฝรั่ง ชอบศิลปินฝรั่ง อะไรต่างๆ นานา ต่อมาพี่ก็มีโอกาสได้ไปอเมริกา คราวนี้ความมั่นใจล้นกระเป๋า ไม่กลัวหรอกแอร์โฮสเตส คราวนี้ มั่นใจมาก นั่งตรง aisle seat เลย นั่งๆ ไปก็พอดีแอร์ผ่านมา “Excuse me? Can I have more snack?” คือขนมบนเครื่องบินมันอร่อยน่ะน้อง เค้าก็ตอบกลับมา “Sorry but we don't have any left.” แห้วครับ อดกิน แต่ไม่เป็นไรขออย่างอื่นก็ได้ เราก็ขอโน่น ขอนี่ มั่นใจแล้วหนิ พูดภาษาอังกฤษได้ ยังไงเราก็ไม่อดตาย พอพี่ออกมาจากสนามบินปุ๊บก็สั่นเป็นเจ้าเข้าเลยน้อง ไม่ใช่ว่าที่อเมริกาผีดุหรอกนะ แต่มันหนาวมาก เราก็ยืนรอให้ host family มารับ เพราะเราพักแบบ homestay ไง พอเค้ามาถึงเราก็นั่งรถกลับไปบ้านเค้า เค้าก็ชวนคุย ถามว่าเป็นยังไง เหนื่อยมั้ย หิวรึเปล่า เราก็บอกว่า jet lag นิดหน่อย น้องรู้มั้ยครับว่าเค้าเอาอะไรให้พี่กิน ไก่ครับน้อง ไม่ใช่ว่าพี่กลัวหวัดนกนะ แต่คือเพราะมันเป็นไก่ทั้งตัวไงน้อง ปกติพี่ก็ไม่ได้ตะกละตะกลามอะไรอยู่แล้ว เราก็กินไปเรื่อยๆ ด้วยความเกรงใจ ซักพักก็เริ่มไม่ไหวพอเค้าเห็นพี่เริ่มนิ่ง เค้าก็ถาม “Do you finish?” เราก็งงเสร็จอะไรหรอ เราก็ตอบว่า “Yeah, I do.” เค้าก็เก็บจานไป น้องรู้มั้ยว่าน้ำก๊อกเมืองนอกเมื่อ 19 ปีก่อนเนี่ยมันก็กินได้นะ เออ พูดแล้วก็นึกขึ้นได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งพี่ไปเที่ยวฮ่องกง ช่วงร้อนมาก พักโรงแรม budget พี่ก็อยากจะอาบน้ำ ไปถึงเราก็เห็นก๊อกอยู่ 2 หัว อันหนึ่งสีแดงอีกอันสีน้ำเงิน ด้วย common sense แล้วเนี่ย สีน้ำเงินมันก็ควรจะเป็นน้ำเย็นใช่มะ เราก็ใส่ซะเต็มที่ กะว่าเอาให้เย็นจนขนลุกซู่อะไรเงี้ย ที่ไหนได้น้อง ไอ้ก๊อกโรงแรมนี้มันสลับสีกัน สีแดงมันถึงจะเป็นน้ำเย็น แล้วใครจะไปรู้วะ พี่ออกจากห้องน้ำตัวแดงออกมาเลยน้อง ร้อนหนักกว่าเดิมอีก เพราะฉะนั้น ถ้าน้องไปเที่ยวที่ไหนก็ถามเค้าให้ดีก่อนนะว่าอะไรเป็นอะไร จะได้ไม่ซวยเหมือนพี่ กลับมาที่อเมริกาต่อครับน้อง พี่ไปอยู่ที่โน่นก็ได้มีโอกาสไปเรียนที่โรงเรียน high school ของเค้า ซึ่งก็เทียบเท่ากับ ม.ปลายบ้านเรา ถ้าเป็น ม.ต้น เค้าก็เรียกว่า junior high school พอพี่เข้าไปก็กลายเป็นตัวประหลาดทันทีครับน้อง ไอ้พวกฝรั่ง (สมัยนั้น) มันมามุงดูกันใหญ่ แล้วก็แย่งกันถามนู่นถามนี่เต็มไปหมด เราก็ฟังรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่งก็ตอบๆ มันไป ทีนี้อาจารย์เค้าก็สั่งให้เราเขียน essay เกี่ยวกับตัวเอง พอเราเขียนเสร็จ เราก็ถามเพื่อนว่า “Do I have to send this to him?” ก็คิดง่ายๆ แบบภาษาไทยว่า เออ เนี่ยเราต้องส่งงานเค้ารึป่าวที่เค้าสั่งให้เราทำน่ะ เพื่อนฝรั่งอึ้งครับน้อง ฝรั่งก็อึ้งได้ครับ เค้าไม่เข้าใจว่าเราหมายถึงอะไร ก็อธิบายกันอยู่นาน ถึงรู้ว่า ไอ้คำว่าส่งงานเนี่ย เราต้องใช้ คำว่า hand in ไม่ใช่ send เราถึงหายโง่ ศัพท์ที่เป็น two-word verb หรือ phrasal verb น่ะบางครั้งน้องจะมาแปลตรงๆ คง ไม่ได้นะครับ ถึงแม้ว่ามันจะมีเค้าความหมายเดิมอยู่ แต่มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะฉะนั้นเวลาเจอก็ระวังไว้ให้ดีด้วยนะ ทีนี้ พี่ก็เลยคิดได้ว่า ไม่ได้แล้ว เราจะไม่ยอมหน้าแตกอีก ที่มันเป็นอย่างนี้ก็เพราะเราคิดเป็นภาษาไทยไงล่ะ นับแต่นั้นเวลาที่จะพูดภาษาอังกฤษ พี่ก็จะคิดเป็นภาษาอังกฤษเลย เพื่อนผู้หญิงของพี่คนนึงออกไปยืนดูนักเรียนชายเตะบอล เค้าก็หันไปบอกเพื่อนฝรั่งว่า “I'm cold.” คือ ตั้งใจจะบอกว่าตัวเองหนาว แต่ฝรั่งเค้าไม่เข้าใจอย่างนั้นสิครับ เค้าเข้าใจว่า เพื่อนพี่เนี่ยบอกเค้าว่าชั้นเป็นคนเย็นชา ดังนั้น น้องควรจะพูดว่า “It's cold.” จะดีกว่า อย่าไปพูดถึงคำว่า hot เลย ถ้าน้องไปพูดกับฝรั่งที่ไหนว่า “I'm hot.” ระวังนะครับ เค้าอาจจะพาน้องกลับบ้านขึ้นเตียงนี่ก็โชคดีไป ไม่ใช่นะครับน้อง ต่อให้ฝรั่งมันจะหน้าตาดีแต่เราคนไทยก็ต้องรักษาวัฒนธรรมอันดีงามของเราไว้ แม้ปัจจุบันจะมีคนใช้เยอะก็ตาม นอกจากนี้ก่อนจะพูดให้คิดเป็นภาษาอังกฤษแล้ว เวลาฟังเราต้องห้ามแปลเป็นภาษาไทยตลอดเวลานะ อย่างเวลาเจอฝรั่งทัก “Hey, how're you going?” ถ้าน้องตอบว่า by bus นะ ให้เอาหัวไปกระแทกกับข้างฝาทีนึง ด่วนเลยครับ ประโยคที่เป็นสำนวนคำทักทายแบบนี้ น้องจะมาแปลตรงๆ เป็นภาษาไทยไม่ได้ คนไทยเราคุ้นแต่คำว่า “How are you?” แต่จริงๆ แล้วฝรั่งเค้าไม่ค่อยใช้คำนี้เท่าไรหรอกครับ ถ้าจะทักกันง่ายๆ ก็ “What's up?” อย่างที่พวก hip hop เค้าใช้กันนั่นแหละ แล้วเวลาเค้าทักเนี่ยก็ไม่ต้องร่ายยาวบอกเค้าหรอกนะว่าเป็นยังไง วันนี้ไม่ค่อยสบายเป็นไข้นิดหน่อยเมื่อคืนตากฝนแต่กินยาแล้วล่ะไม่ต้องห่วง อะไรเนี่ย ไม่ต้องเลยนะครับน้อง เค้าแค่ต้องการจะทักทาย นอกเสียจากว่าเค้าทำท่าว่าสนใจจริงๆ ก็ค่อยบอก อย่างเวลาพี่เดินไปโรงเรียนตอนเช้าเนี่ยบางทีเดินสวนกับคนไม่รู้จัก แต่พอดีมาสบตากัน เค้าก็ “Good morning” หรือ “Hi” กับเราทั้งๆ ที่ไม่รู้จักเนี่ยแหละ เราก็ตอบเค้าไปแค่นั้น ไม่ต้องตกใจกลัวว่าเค้าจะมาคุกคามชีวิตอะไรหรอก ถ้าน้องหิวแล้วไม่รู้จะกินอะไร ยังไงนะครับน้อง พี่แนะนำ มองหาตัว Mc ครับ ร้านอาหาร fast food ที่มีสาขาอยู่ทั่วทุกสารทิศในเกือบทุกประเทศบนโลกใบนี้ Mc Donald’s ครับน้อง เดินเข้าไปเลย ถ้าไม่รู้จะสั่งยังไงก็ชี้เอาครับน้อง แต่น้องๆ ของพี่คงไม่ทำอย่างนั้นใช่มั้ยครับ เวลาสั่งอาหารก็ไม่ยากหรอก ถ้าน้องจะกินอะไร น้องก็แค่พูดชื่อมันนะ อย่างสมมติน้องเข้าไปใน Mc แล้ว ใช่มะ พนักงานเค้าก็จะทักทายเรา อย่าตกใจน้อง พนักงานบางคนอาจยิ้มแย้ม บางคนอาจจะหน้าตูดไปบ้าง อย่าใส่ใจ ให้ตั้งสมาธิไว้ว่าเราจะสั่งอะไร “One cheese burger, o­ne large french fry and o­ne large coke, please.” พอเราสั่งเสร็จแล้ว เค้าอาจจะถามเราว่า “eat here or take away?” ก็คือ เราจะกินที่ร้านหรือว่าเอาไปกินข้างนอก หลังจากนั้นเค้าก็จะบอกราคา ตั้งใจฟังให้ดีนะน้อง จ่ายเกินไม่เป็นไร แต่อย่าจ่ายขาด เดี๋ยวเค้าจะรู้ว่าเราฟังไม่ออก ถ้าไม่แน่ใจก็แอบดูเครื่องแคชเชียร์น่ะน้อง แต่พี่ขอเตือนนะ Mc เมืองนอกน่ะไม่ใช่ถูกๆ นะ บางวันพี่เข้าไปกินคนเดียวน่ะ 400 กว่าบาทนะ หลังจากนั้นพี่ก็ไม่ค่อยเข้าแล้วน้อง มันแพง สำหรับน้องที่ไปอังกฤษคงจะเคยลองกิน fish & chip มาบ้าง มันเป็นอาหาร ประจำชาติของอังกฤษเค้า ก็คือปลาทอดกับมันทอด อร่อยดี หาซื้อง่าย ไม่แพงมากด้วย แล้วถ้าน้องจะไปกิน pizza นะครับ ไม่ต้องมองหาหรอกนะ ไอ้พวกซอสมะเขือเทศ พริก ออริกาโน่ หรือชีสผงแบบเมืองไทยเนี่ย เค้าไม่กินกัน พิซซ่าก็พิซซ่าครับน้องไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยว ไม่ต้องปรุงเยอะ แล้วเวลาเค้ากินน่ะ เค้ากินคนละถาดนะ ไม่ได้มาแบ่งกันกิน 4 คนอย่างคนไทยหรอก เดี๋ยวน้องจะตกใจว่าทำไมกินกันเยอะจัง รู้สึกจะกินกันเยอะไปหน่อยแล้วนะ กลับเข้าเรื่องภาษาก่อนดีกว่า ภาษาอังกฤษแบบของอังกฤษ (British) และอเมริกัน (American) จะต่างกันเยอะเหมือนกันนะ ที่สำคัญเลยก็คือสำเนียงและการออกเสียงคนอังกฤษเค้าจะลิ้นจุกปากกัน เวลาจะพูดมันก็จะอู้อู้ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกับคนพูดไม่เต็มปากอย่างงั้นแหละ ถ้าน้องอยากรู้ว่าสำเนียงอังกฤษเป็นยังไงก็ไปดู Bridget Jone's Diary หรือไม่ก็ Harry Potter น่ะ แบบนั้นแหละ การออกเสียงก็เหมือนกัน อย่างคำว่า restaurant ที่แปลว่าร้านอาหารน้องรู้ใช่มั้ยครับ ถ้าเป็นคนอังกฤษก้อจะออกเสียงว่า เรสเตอรองท์ แต่ถ้าเป็นอเมริกันก็จะออกว่า เรสเตอเรนท์ หรืออย่างคำว่า can't อังกฤษจะออก คานท์ อเมริกันออก แคนท์ คำว่า drug อังกฤษ อ่านว่า ดรุก อเมริกันอ่าน ดรัก มีอีกหลายคำครับน้อง ไปลองฟังดู แต่ถ้าถามว่าสำเนียงของคนชาติไหนฟังยากที่สุดนะน้อง ข้ามมาฝั่งนี้เลย ออสเตรเลีย พี่กลับมาอีกแล้วครับน้อง ไม่ได้มาแก้แค้นแอร์โอสเตสหรอกนะครับ มาออสเตรเลียคราวนี้ได้พูดมากกว่า 1 ประโยคแล้วครับ ไชโย ที่พี่บอกว่าคนออสเตรเลียพูดแล้วฟังยากก็เพราะว่า เค้าชอบใช้คำ Slang กัน พอพี่ไปถึง เค้าก็ทักพี่ว่า “G day.” (กี เดย) พี่ก็อึ้งสิ พูดอะไรอีกวะ จริงๆ แล้วมันคือ Slang ที่หมายถึง สวัสดีไง งงนิดส์นึงครับ หลังจากนั้นเราก็ไปที่บ้าน host เค้าก็บอกว่า “You can watch teli if you like.” มันคืออะไร เค้าเองก็คงเห็นเรานั่งนิ่งอยู่ ก็เลยเดินไปเปิดทีวีให้เราดู อ๋อ television หรอ จะพูดเต็มๆ ก็ไม่ได้ ไปอเมริกาเจอ fridge แปลว่า ตู้เย็นก็งงแล้ว มีอีกเยอะครับน้อง เพราะคำพวกนี้มันใช้เฉพาะในบางประเทศที่อื่นเค้าอาจไม่ได้ใช้กัน ออสเตรเลียอากาศดีครับน้อง ผู้คนก็เป็นมิตร แต่ที่พี่ชอบที่สุดคืออะไรรู้มั้ย จิงโจ้กะโคอาล่ามันน่ารักมากเลยครับ แต่ว่าที่นี่เค้ากินเนื้อจิงโจ้กันด้วย เพราะว่ามันมีจำนวนเยอะมาก เค้าก็เลยต้องกินมัน ล่ากันได้ แต่พี่ไม่ได้กินครับ แค่รู้มาเฉยๆ เวลาเรานั่งรถไปนะ ถ้ามองดีๆ ก็จะเจอจิงโจ้วิ่งอยู่ข้างทางก็มีแต่ไม่ใช่ในตัวเมืองนะ ไม่ใช่แบบที่มีช้างมาเดินในกรุงเทพอย่างนั้นนะ ต้องออกไปชานเมือง (suburb) หน่อย ถึงจะเห็น แต่ที่พี่ชอบที่สุดในเมือง Melbourne ก็คือ tram กับ Victoria market ครับ tram ก็คือรถรางนะครับ คล้ายที่ซานฟรานซิสโกในอเมริกาอ่ะครับ วิ่งรอบเมืองเลย มีหลายสายด้วย และที่พี่ชอบอีกอย่างก็เพราะมันตรงเวลามากมาย ถ้าเรามาตรงตามเวลาก็ไม่ต้องรอ แต่มีอยู่ครั้งนึงพี่ชะล่าใจ ค่อยๆ เดินออกจากบ้าน แล้ว tram มาพอดี แต่พี่ยังอยู่อีกฟากถนนไปถึงจะขึ้นรถได้ ด้วยความที่ประเทศเค้ามีความเจริญทางระเบียบวินัยมาก ถ้าเราข้ามถนนตอนที่ไฟคนข้ามมันไม่เขียวเนี่ย ผิดกฎหมายนะครับ เราก็เห็นแล้วหละ รถจอดอยู่ ไฟก็ยังไม่เขียวคันต่อไปกว่าจะมาก็อีก 10 นาที เดี๋ยวจะไปเรียนสาย เราก็โบกมือและกระโดดไปมาพร้อมทั้งตะโกนบอกคนขับ “Hey, Wait for me, please.” ได้ผลครับ คนขับหันมามอง แล้วก็สะดุ้งไปเล็กน้อย พอพี่อ้อนวอนพี่เค้ามากขึ้น เค้าก็เริ่มทนไม่ได้ รู้สึกว่าความคิดของเค้ากำลังต่อสู้กันระหว่างมนุษยธรรมกับระเบียบวินัย ในที่สุดมนุษยธรรมก็พ่ายแพ้ครับน้อง เค้าค่อยๆ ละสายตาไปจากพี่พร้อมทั้งเคลื่อนรถออกไปอย่างช้าๆ ปล่อยพี่ยืนรออย่างสิ้นหวังอยู่ที่อีกฟากถนน หลังจากนั้นพี่ก็ไม่เคยเดินเล่นชมวิวอีกเลยครับ รีบตลอด ฝรั่งเค้าถือมากนะเรื่องรักษาเวลาน่ะ ไม่เหมือนพี่ไทยเราหรอก นัดบ่าย 2 โทรไปเพิ่งตื่นยังมีเลย ไม่ดีนะอย่าปล่อยให้คนอื่นรอบ่อยๆ เลย เป็นเราเอง เวลารอใครนานๆ เราก็เซ็งเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ สำหรับ Victoria market ก็เหมือนกับจตุจักรเมืองไทยนั่นแหละ แต่ว่ายังสู้ของเราไม่ได้หรอก จตุจักรมีทุกสิ่งให้เลือกสรร แต่ที่โน่นจะเน้นไปทางของกิน แล้วก็มีพวกเสื้อผ้า และพวกของที่ระลึกต่างๆ ถ้านึกถึงจตุจักร เวลาเราจะซื้อของซักอย่างเนี่ยที่ขาดไม่ได้เลยคืออะไรครับ ถูกต้องครับ เราต้องต่อราคา ที่นี่ก็ต่อได้เหมือนกัน ได้เยอะด้วย เวลาเราจะต่อไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงอย่างเค้าบอกมาว่า 30 เหรียญ เราต่อเค้าซัก 20 เหรียญ เราก็บอกว่า “How about 20?” หรือจะบอกว่า “What do you think of 20?” อะไรแบบเนี้ยแหละ ใช้ประโยคง่ายๆ แล้วค่อยต่อเหมือนคนไทย เราก็ “Come o­n./ Please.” อะไรก็ว่าไป อ้อนไว้ๆ เดี๋ยวเค้าก็ยอมเองแหละ (มั้งนะ) ถ้าจะไปเที่ยวก็เอาแค่พอให้รู้เห็นว่ามันเป็นยังไง อย่าไปบ่อยๆ เลยมันไม่ดีหรอก กินเหล้าเมายามันก็ไม่ดีต่อสุขภาพนะ ไม่ใช่ เฉพาะข้าวสารนะ ถ้าน้องจะไปเที่ยวที่ไหนดึกๆ ต้องระวังตัวให้มากๆ เลยแหละ รู้มั้ยวิธีที่จะเก่งภาษาอังกฤษที่พี่ชอบที่สุดคืออะไร หาแฟน (กิ๊ก) เป็นชาวต่างชาติไงน้อง แล้วน้องก็จะได้ฝึกภาษาอังกฤษตลอดเวลาที่น้องคุยกับแฟน จะสวีทกันก็ต้องเป็นภาษาอังกฤษใช่ม่ะ ไม่งั้นก็ไม่รู้เรื่อง มันจะ romantic ได้ยังไงละ พี่เคยใช้วิธีนี้แล้ว ได้ผลนะ เราเก่งภาษาขึ้นจริงๆ แต่บางทีพี่ก็อกหักอ่ะครับ น้องรู้มั้ยว่าเค้าพูดกับพี่ว่าอะไร เค้าบอกว่า “I'm not right for you. I'm not the person you think I am. You can find a really good girl for sure.” เค้าบอกว่าเค้าไม่ใช่สาวน้อยคนนั้นของพี่หรอก เพราะเค้าไม่ใช่คนแบบที่พี่คิดว่าเค้าจะเป็น แล้วเค้าก็บอกว่าพี่ต้องเจอสาวน้อยดีๆ แน่ๆ ตอนแรกพี่ก็เศร้าอ่ะ ไปถามเพื่อนพี่ว่าเค้าหมายความว่ายังไงเนี่ย เพื่อนพี่มันก็นั่งพิจารณาอย่างดีแล้ว มันก็บอกพี่ว่า สงสัยเค้าจะเป็นทอมไง พอเรามานั่งคิดดีๆ แล้ว เออ มันก็เป็นไปได้เหมือนกันนะ แต่ก็ยังไม่ค่อยจะอยากปักใจเชื่อสักเท่าไหร่ ตอนนี้เขาก็กลับประเทศไปแล้วครับเหลือไว้เพียงปริศนาค้างคาใจพี่อยู่ว่า ตกลงเค้าเป็นทอมจริงรึป่าววะ? ไม่ว่ายังงัยก็แล้วแต่ อย่างน้อยพี่ก็ได้ฝึกภาษาอังกฤษอย่างเศร้าๆ แต่ก็สนุกดี แล้วน้องล่ะครับ เรียนภาษาอังกฤษกันมาตั้งนานแล้ว น้องคงไม่ได้ตั้งใจแค่ในห้องสอบ O-NET เท่านั้นใช่มั้ยครับ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็น่าเสียดายมากเลย เราอุตส่าห์เรียนกันมาตั้งนาน จะเก็บไว้เฉยๆ ทำไม เราต้องใช้มันสิน้อง การที่เราใช้ภาษาอังกฤษได้ มันทำให้เรามีโอกาสมากขึ้น ในหลายๆ เรื่อง Practice makes perfect. นะครับน้อง ฝึกบ่อยๆ ซักวันน้องก็จะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างช่ำชองคล่องแคล่ว (Proficient & Fluent) แล้วมันก็จะเป็นประโยชน์แก่ตัวน้องเองแหละ ไม่ต้องกลัวอย่าไปอาย พูดผิดวันนี้ เราก็จะพูดถูกในวันหน้า ว่าไงครับน้อง วันนี้คุณพูดภาษาอังกฤษแล้วรึยัง...


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ติชม

กำลังแสดงหน้า 1/0
<<
1
>>

ต้องการให้คะแนนบทความนี้่ ?

0
คะแนนโหวด
สร้างโดย :


BChai
รายละเอียด Share
สถานะ : ผู้ใช้ทั่วไป
ภาษาต่างประเทศ


โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล
70 หมู่ 2 แขวงทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170
โทรศัพท์ 0 2441 3593 E-Mail:satriwit3@gmail.com


Generated 0.812030 sec.